Spread Forex คืออะไร พื้นฐานที่นักเทรดควรรู้ก่อนลงตลาดจริง
หมวดหมู่: การเทรดฟอเร็กซ์  
แท็ก: spread forex คืออะไร  
วันที่เผยแพร่: 2026-1-20
การเทรด Forex เป็นหนึ่งในตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสิ่งแรกที่นักเทรดทุกคนต้องเข้าใจคือต้นทุนในการเทรด โดยเฉพาะ “Spread” (สเปรด) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเทรดมือใหม่หรือมืออาชีพ การเข้าใจเรื่อง Spread Forex จะช่วยให้คุณวางแผนการเทรดได้ดีขึ้น ลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสทำกำไร
บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเทคนิคขั้นสูง พร้อมตัวอย่างที่ใช้ได้จริงในการเทรด รวมถึงวิธีตรวจสอบและลดต้นทุนสเปรดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเทรดของคุณ
Spread Forex คืออะไร
Spread Forex คือ ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Ask) และราคาขาย (Bid) ของคู่สกุลเงิน ซึ่งเป็นรายได้หลักของโบรกเกอร์ในบัญชีประเภท Spread-based
ค่าสเปรด คือ ต้นทุนที่นักเทรดต้องจ่ายทันทีที่เปิดออเดอร์ โดยวัดเป็นหน่วย “pip” (percentage in point) ซึ่งเป็นหน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดฟอเร็กซ์

ตัวอย่างการคำนวณ Spread
สมมติคู่เงิน EUR/USD แสดงราคาดังนี้
- Bid (ราคาขาย)10000
- Ask (ราคาซื้อ)10030
ค่า Spread คิดยังไง สูตรคำนวณคือ Spread = Ask - Bid = 1.10030 - 1.10000 = 0.00030 หรือ 3 pips
หมายความว่า ทันทีที่คุณเปิดออเดอร์ซื้อ คุณจะขาดทุน 3 pips ทันที เพราะคุณซื้อที่ราคา 1.10030 แต่ถ้าต้องการปิดออเดอร์ทันที คุณจะขายได้เพียง 1.10000
กลไกการทำงานของสเปรด Forex
โบรกเกอร์ Forex รับราคาจากผู้ให้บริการสภาพคล่อง (Liquidity Providers) หลายราย เช่น ธนาคารใหญ่ ๆ และสถาบันการเงิน จากนั้นจึงเสนอราคา Bid และ Ask ให้กับนักเทรด ดังนี้
- ราคา Bid คือราคาที่โบรกเกอร์พร้อมซื้อคู่สกุลเงินจากคุณ (ราคาที่คุณขายได้)
- ราคา Ask คือราคาที่โบรกเกอร์พร้อมขายคู่สกุลเงินให้คุณ (ราคาที่คุณซื้อได้)
โบรกเกอร์จะเพิ่ม Spread เข้าไปในราคาเหล่านี้เพื่อเป็นรายได้ ดังนั้น สเปรดในการเทรดคือ ต้นทุนการทำธุรกรรมที่ฝังอยู่ในราคาที่คุณเห็นบนแพลตฟอร์ม
นักเทรดจ่ายสเปรดทันทีที่เปิดออเดอร์ ไม่ใช่เมื่อปิดออเดอร์ นี่เป็นจุดสำคัญที่หลายคนเข้าใจผิด เมื่อคุณคลิกเปิดออเดอร์
- ระบบจะเติม Spread เข้าไปในราคาเปิดทันที
- P&L (Profit and Loss) ของคุณจะแสดงติดลบเท่ากับค่า Spread
- ราคาต้องเคลื่อนไหวเกิน Spread ก่อนคุณจะเริ่มกำไร
ตัวอย่าง Spread ในการเทรดจริง
มาดูตัวอย่างการเทรดจริงเพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น
สถานการณ์ เทรดคู่เงิน GBP/USD
- ราคา Bid 1.25000
- ราคา Ask 1.25020
- Spread 2 pips
- ขนาดออเดอร์ 1 standard lot (100,000 หน่วย)
ขั้นตอนที่ 1 เปิดออเดอร์ซื้อ (Buy)
- คุณเปิดออเดอร์ที่ 1.25020 (ราคา Ask)
- ทันทีที่เปิด P&L จะแสดง: -20 USD (2 pips x 10 USD/pip)
- นี่คือค่า Spread ที่คุณจ่ายไปแล้ว
ขั้นตอนที่ 2 รอราคาเคลื่อนไหว
- หากราคา Bid เคลื่อนไหวขึ้นมาที่ 1.25020 คุณจะ Break Even (ไม่ได้ไม่เสีย)
- หากราคา Bid ขึ้นไปที่ 1.25040 คุณจะได้กำไร 20 USD (2 pips)
- หากราคา Bid ลงมาที่ 1.24980 คุณจะขาดทุน 60 USD (4 pips รวมค่า Spread)
ขั้นตอนที่ 3 ปิดออเดอร์
- สมมติคุณปิดออเดอร์เมื่อราคา Bid อยู่ที่ 1.25050
- กำไรสุทธิ (1.25050 - 1.25020) x 100,000 = 300 USD หรือ 3 pips
- แต่ถ้าคิดจากราคาเริ่มต้น Bid คุณได้กำไรจริง 5 pips (เพราะต้องคืบผ่าน Spread 2 pips ก่อน)
ประเภทของ Spread ในตลาด Forex
1. สเปรดคงที่
Fixed Spread คือ Spread ที่มีความกว้างคงที่ไม่ว่าสภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร โบรกเกอร์จะกำหนดค่า Spread ไว้แน่นอนตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งเหมาะสำหรับนักเทรดมือใหม่ที่ต้องการความแน่นอนในการคำนวณต้นทุน
ข้อดีของ Fixed Spread คือนักเทรดสามารถวางแผนการจัดการเงินทุนได้อย่างแม่นยำ เพราะรู้ล่วงหน้าว่าจะเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ในแต่ละการเทรด นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง เพราะ Spread จะไม่ขยายตัวแบบกะทันหัน
อย่างไรก็ตาม Fixed Spread มักจะมีค่าสูงกว่า Variable Spread ในสภาวะตลาดปกติ และโบรกเกอร์ที่เสนอ Fixed Spread มักจะทำหน้าที่เป็น Market Maker ซึ่งอาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับลูกค้าได้ในบางกรณี
2. สเปรดแบบลอยตัว
Variable Spread หรือ Floating Spread คือ Spread ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาดจริง โดยจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับปริมาณสภาพคล่องและความผันผวนของตลาด ซึ่งเป็นประเภทที่นิยมใช้กันมากในโบรกเกอร์ประเภท ECN และ STP
ข้อดีหลักของ Variable Spread คือในช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง เช่น ช่วงเวลาซ้อนทับของตลาดลอนดอนและนิวยอร์ก Spread จะแคบมาก ทำให้นักเทรดประหยัดต้นทุนได้ นอกจากนี้โบรกเกอร์ที่ใช้ Variable Spread มักจะส่งออเดอร์ไปยังตลาดจริง จึงมีความโปร่งใสมากกว่า
ข้อเสียคือความไม่แน่นอนของต้นทุน เพราะในช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญหรือตลาดผันผวนสูง Spread อาจขยายตัวได้อย่างมาก บางครั้งอาจกว้างกว่า Fixed Spread หลายเท่าตัว ซึ่งนักเทรดจำเป็นต้องติดตามสภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด
3. Zero Spread Accounts และกระบวนการทำงาน
Zero Spread Accounts หรือบัญชีที่มี Spread เป็นศูนย์เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักเทรดที่ต้องการความแม่นยำสูงสุดในการเข้าเทรด โดยเฉพาะ Scalper และ Day Trader ที่ทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้น
บัญชีประเภทนี้ไม่มีค่า Spread แต่จะเรียกเก็บค่าคอมมิชชันแทน ซึ่งโดยปกติจะคิดเป็นจำนวนเงินคงที่ต่อ Lot ที่เทรด เช่น 5 ดอลลาร์ต่อ 1 Standard Lot สำหรับทั้งการเปิดและปิดออเดอร์ ดังนั้นนักเทรดจึงต้องคำนวณต้นทุนรวมระหว่างค่าคอมมิชชันกับ Spread ของบัญชีประเภทอื่นเพื่อหาว่าแบบไหนคุ้มค่ากว่า
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความกว้างของสเปรด
ความผันผวนของตลาด
ความผันผวนของตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความกว้างของ Spread เมื่อตลาดมีความผันผวนสูง สเปรดมักจะขยายตัวกว้างขึ้น เพราะผู้ให้บริการสภาพคล่องต้องการป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาที่รวดเร็ว
ในช่วงที่มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เช่น วิกฤตทางการเมือง ภัยพิบัติธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่กะทันหัน ตลาดจะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและไม่แน่นอน ทำให้สเปรดอาจกว้างขึ้นหลายเท่าตัวในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
นักเทรดที่มีประสบการณ์มักจะหลีกเลี่ยงการเปิดออเดอร์ใหม่ในช่วงที่ความผันผวนสูงมาก หรือถ้าจำเป็นต้องเทรดก็จะใช้ขนาด Position ที่เล็กลงและกำหนด Stop Loss ให้กว้างขึ้นเพื่อรองรับสเปรดที่ขยายตัว
สภาพคล่องของคู่เงิน
สภาพคล่องหรือ Liquidity หมายถึงความสะดวกในการซื้อขายคู่เงินโดยไม่ส่งผลกระทบต่อราคามากนัก คู่เงินที่มีสภาพคล่องสูงจะมีสเปรดที่แคบ ในขณะที่คู่เงินที่มีสภาพคล่องต่ำจะมีสเปรดกว้าง
คู่เงิน Major ที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก เช่น EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY และ USD/CHF จะมี Spread ที่แคบมาก บางครั้งอาจแคบเพียง 0.1-0.5 pip ในช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง เพราะมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากอยู่ในตลาดตลอดเวลา
คู่เงิน Minor และ Exotic จะมี Spread ที่กว้างกว่ามาก เช่น EUR/TRY, USD/ZAR หรือ USD/THB อาจมี Spread กว้างตั้งแต่ 10-50 pip หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์และสภาวะตลาด ดังนั้นนักเทรดควรพิจารณาต้นทุนจาก Spread ประกอบการตัดสินใจว่าจะเทรดคู่เงินใด
ช่วงเวลาซื้อขาย
ตลาด Forex เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงในวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่แบ่งออกเป็น 4 ช่วงหลัก ได้แก่ ตลาดซิดนีย์ ตลาดโตเกียว ตลาดลอนดอน และตลาดนิวยอร์ก ความกว้างของ Spread จะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาซื้อขายนี้
ช่วงเวลาที่สเปรดแคบที่สุดคือช่วงที่มีการซ้อนทับกันของตลาดหลัก โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดพร้อมกัน ซึ่งตรงกับเวลาประมาณ 20:00-24:00 น. ตามเวลาประเทศไทย ในช่วงนี้มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดของวัน ทำให้สภาพคล่องดีและสเปรดแคบ
ในทางตรงกันข้าม ช่วงเวลาที่ตลาดเปิดเพียงแห่งเดียวหรือช่วงเปลี่ยนตลาด โดยเฉพาะช่วงปิดตลาดนิวยอร์กถึงเปิดตลาดโตเกียวสเปรดมักจะกว้างขึ้นเพราะมีผู้เข้าร่วมตลาดน้อย นอกจากนี้ในวันศุกร์บ่ายและช่วงก่อนวันหยุดสำคัญสเปรดก็มักจะกว้างขึ้นเช่นกัน
นักเทรดที่ชาญฉลาดจะวางแผนการเทรดให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง เพื่อให้ได้ประโยชน์จากสเปรดที่แคบและการเคลื่อนไหวของราคาที่ชัดเจนขึ้น
ข่าวเศรษฐกิจและเหตุการณ์สำคัญ
การประกาศข่าวเศรษฐกิจที่สำคัญเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสเปรดอย่างมากที่สุด โดยเฉพาะข่าวที่มีผลกระทบสูง เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ตัวเลข Non-Farm Payrolls ของสหรัฐอเมริกา หรือดัชนี GDP ของประเทศสำคัญ
ในช่วง 5-10 นาทีก่อนและหลังการประกาศข่าวสำคัญ Spread มักจะขยายตัวกว้างขึ้นอย่างมาก บางครั้งอาจกว้างกว่าปกติ 5-10 เท่า เพราะผู้ให้บริการสภาพคล่องลดการเสนอราคาลงหรือถอนราคาออกไปชั่วคราวเพื่อป้องกันความเสี่ยง
นอกจากข่าวเศรษฐกิจที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว เหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การลาออกของผู้นำประเทศ ภาวะสงคราม การโจมตีทางการก่อการร้าย หรือวิกฤตทางการเงิน ก็สามารถทำให้สเปรดกว้างขึ้นอย่างกะทันหันได้เช่นกัน
Spread Forex เทียบกับการเทรดแบบคิดค่าคอมมิชชัน
การเลือกระหว่างบัญชีที่เรียกเก็บเฉพาะ Spread กับบัญชีที่เรียกเก็บค่าคอมมิชชันเป็นการตัดสินใจที่สำคัญซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการเทรดโดยรวมของคุณ แต่ละประเภทมีโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน และเหมาะกับนักเทรดประเภทต่างกัน
บัญชีแบบสเปรดอย่างเดียวทำงานอย่างไร
บัญชีแบบเรียกเก็บเฉพาะสเปรดเป็นประเภทที่พบเห็นได้ทั่วไปและเหมาะสำหรับนักเทรดมือใหม่ โดยโบรกเกอร์จะหารายได้จากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายเท่านั้น ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอื่นใดในการเปิดหรือปิดออเดอร์
ในบัญชีประเภทนี้ Spread จะถูกรวมเข้าไปในราคาที่คุณเห็นบนแพลตฟอร์มแล้ว เมื่อคุณเปิดออเดอร์ซื้อ คุณจะได้ราคา Ask ที่สูงกว่าราคาตลาดจริงเล็กน้อย และเมื่อเปิดออเดอร์ขาย คุณจะได้ราคา Bid ที่ต่ำกว่าราคาตลาดจริงเล็กน้อย ซึ่งส่วนต่างนี้จะเป็นกำไรของโบรกเกอร์
บัญชีแบบคิดค่าคอมมิชชันทำงานอย่างไร
บัญชีแบบคิดค่าคอมมิชชันมักเรียกกันว่าบัญชี ECN หรือ Raw Spread Account โดยโบรกเกอร์จะเสนอ Spread ที่แคบมากหรือใกล้เคียงศูนย์ แต่จะเรียกเก็บค่าคอมมิชชันแยกต่างหากสำหรับแต่ละการเทรด
โครงสร้างค่าใช้จ่ายในบัญชีประเภทนี้จะแยกเป็นสองส่วนชัดเจน ส่วนแรกคือสเปรดที่แคบมาก บางครั้งอาจเป็น 0.0 pip สำหรับคู่เงิน Major ในช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง ส่วนที่สองคือค่าคอมมิชชันที่คำนวณตามขนาด Lot ที่เทรด เช่น 3-7 ดอลลาร์ต่อ Standard Lot สำหรับการเปิดและปิดออเดอร์รวมกัน
ตัวเลือกใดเหมาะกับนักเทรดแต่ละประเภท
การเลือกระหว่างบัญชีแบบสเปรดอย่างเดียวกับบัญชีแบบคิดค่าคอมมิชชันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะสไตล์การเทรดและปริมาณการเทรดของคุณ
สำหรับนักเทรดมือใหม่ที่กำลังเรียนรู้และยังเทรดไม่บ่อย บัญชีแบบสเปรดอย่างเดียวมักจะเหมาะสมกว่า เพราะง่ายต่อการทำความเข้าใจและไม่มีค่าใช้จ่ายคงที่ที่ต้องจ่ายในทุกการเทรด คุณสามารถเริ่มต้นด้วยเงินทุนเล็กน้อยและเทรดตามความสะดวก โดยไม่ต้องกังวลว่าต้องเทรดให้ครบจำนวนหนึ่งเพื่อให้คุ้มค่าคอมมิชชัน
Scalper และ Day Trader ที่เปิดปิดออเดอร์หลายครั้งต่อวันควรพิจารณาบัญชีแบบคิดค่าคอมมิชชันอย่างจริงจัง เพราะ Spread ที่แคบกว่าจะช่วยให้ต้นทุนต่อการเทรดลดลงอย่างมาก แม้ว่าจะต้องจ่ายค่าคอมมิชชันแต่เมื่อรวมแล้วมักจะถูกกว่า โดยเฉพาะเมื่อทำ Volume สูง
Swing Trader และนักลงทุนระยะยาวที่ถือ Position นานหลายวันหรือหลายสัปดาห์อาจเลือกได้ทั้งสองแบบ เพราะต้นทุนจาก Spread หรือค่าคอมมิชชันจะไม่ส่งผลกระทบมากนักเมื่อเทียบกับกำไรที่คาดหวังจากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะยาว สิ่งที่สำคัญกว่าคือคุณภาพการให้บริการของโบรกเกอร์และเสถียรภาพของแพลตฟอร์ม
วิธีที่ดีที่สุดในการตัดสินใจคือการคำนวณต้นทุนตามสไตล์การเทรดจริงของคุณ ลองหาข้อมูลว่าคุณเทรดกี่ครั้งต่อเดือน ใช้ Position Size เท่าไหร่ แล้วเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างทั้งสองประเภทบัญชี บางโบรกเกอร์ยังมี Spread Calculator ที่ช่วยคำนวณให้คุณได้อีกด้วย
ผลกระทบของ Spread ต่อกลยุทธ์การเทรด
Scalping และการเทรดระยะสั้น
Scalping เป็นกลยุทธ์ที่ได้รับผลกระทบจาก Spread มากที่สุด เพราะนักเทรดมุ่งหวังที่จะทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาเพียงไม่กี่ pip ในเวลาสั้น ๆ ซึ่งหมายความว่า Spread กลายเป็นส่วนสำคัญมากของกำไรหรือขาดทุนในแต่ละการเทรด
ตัวอย่างเช่น หาก Scalper มุ่งหวังทำกำไร 5 pip ต่อครั้ง แต่ Spread กว้าง 2 pip นั่นหมายความว่าราคาต้องเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ถูกต้องอย่างน้อย 7 pip คุณถึงจะได้กำไรตามเป้าหมาย ซึ่งเพิ่มความยากในการทำกำไรขึ้นอย่างมาก
Day Trading
Day Trading หรือการเทรดภายในวันเดียวก็ได้รับผลกระทบจาก Spread ค่อนข้างมาก แม้จะไม่มากเท่า Scalping เพราะเป้าหมายกำไรของ Day Trader โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 10-50 pip ต่อการเทรด ซึ่งทำให้ Spread ที่ 1-3 pip ยังส่งผลกระทบอยู่แต่ไม่หนักหนาเท่า
เพื่อลดผลกระทบจาก Spread Day Trader ควรวางแผนการเทรดให้รอบคอบมากขึ้น เลือกเข้าเทรดเฉพาะในจังหวะที่มีโอกาสสูงจริง ๆ แทนที่จะเทรดบ่อยครั้งโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ควรเทรดในช่วงเวลาที่ Spread แคบและเลือกคู่เงินที่มีสภาพคล่องสูง
การกำหนด Take Profit และ Stop Loss ก็ควรคำนึงถึง Spread ด้วย เช่น หากคุณตั้งเป้าหมายกำไร 30 pip และยอมรับความเสี่ยง 30 pip เช่นกัน แต่ Spread กว้าง 2 pip จริง ๆ แล้ว Risk to Reward Ratio ของคุณจะเป็น 32:28 ไม่ใช่ 1:1 ตามที่ตั้งใจไว้
Swing Trading และการเทรดระยะยาว
Swing Trading และการเทรดระยะยาวได้รับผลกระทบจาก Spread น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับกลยุทธ์อื่น ๆ เพราะเป้าหมายกำไรของนักเทรดเหล่านี้มักอยู่ที่ 100-500 pip หรือมากกว่า และถือ Position ไว้นานหลายวันถึงหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
สำหรับ Swing Trader ที่มุ่งหวังกำไร 200 pip Spread ที่กว้าง 3 pip จะคิดเป็นเพียง 1.5% ของกำไรเป้าหมายเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักต่อความสำเร็จของการเทรด สิ่งที่สำคัญกว่าคือการวิเคราะห์ทิศทางตลาดให้ถูกต้องและการบริหารความเสี่ยงที่ดี
อย่างไรก็ตาม Swing Trader ก็ไม่ควรมองข้าม Spread ไปเลย โดยเฉพาะเมื่อเทรดคู่เงิน Minor หรือ Exotic ที่มี Spread กว้าง หาก Spread กว้างถึง 20-30 pip หรือมากกว่า ก็ยังคงส่งผลกระทบต่อผลกำไรได้ นอกจากนี้การเข้าเทรดในช่วงที่ Spread กว้างผิดปกติอาจทำให้ราคาเริ่มต้นแย่ลงโดยไม่จำเป็น
วิธีตรวจสอบ Spread บนแพลตฟอร์มเทรด
การรู้วิธีตรวจสอบ Spread บนแพลตฟอร์มเทรดต่าง ๆ เป็นทักษะพื้นฐานที่นักเทรดทุกคนควรมี เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินต้นทุนการเทรดได้อย่างแม่นยำ
การดู Spread บน MT4 และ MT5
MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5) เป็นแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก และมีวิธีการแสดง Spread
วิธีพื้นฐานที่สุดในการดู Spread บน MT4/MT5 คือการดูที่หน้าต่าง Market Watch โดยคลิกขวาที่หน้าต่างนี้และเลือก "Spread" ระบบจะเพิ่มคอลัมน์ Spread เข้ามา ซึ่งแสดงค่า Spread ปัจจุบันของแต่ละคู่เงินเป็นหน่วย Point คุณจะเห็นตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามสภาวะตลาด
อีกวิธีหนึ่งคือการใช้ Indicator ที่แสดง Spread บนชาร์ต โดยใน MT4/MT5 มี Custom Indicator มากมายที่คุณสามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ฟรี Indicator เหล่านี้จะแสดงค่า Spread ปัจจุบันเป็นตัวเลขบนมุมชาร์ต บาง Indicator ยังสามารถบันทึกประวัติ Spread และแสดงเป็นกราฟให้เห็นว่า Spread เปลี่ยนแปลงอย่างไรตลอดวัน
สำหรับ MT5 ยังมีฟีเจอร์ที่ทันสมัยกว่า MT4 เล็กน้อย โดยสามารถแสดง Spread แบบ Real-time บนชาร์ตได้โดยตรง โดยไปที่ Tools > Options > Charts และเลือก "Show ask line" ระบบจะแสดงเส้นราคา Ask บนชาร์ตพร้อมกับเส้นราคา Bid ทำให้คุณเห็นภาพ Spread ได้ชัดเจน
นอกจากนี้เมื่อคุณเปิดหน้าต่างสั่งซื้อขาย (Order Window) ค่า Spread ปัจจุบันจะแสดงอยู่ตรงนั้นเสมอ ซึ่งช่วยให้คุณตรวจสอบก่อนตัดสินใจเปิดออเดอร์ได้ทันที สิ่งนี้สำคัญมากโดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดผันผวนหรือมีข่าวสำคัญ
การดู Spread บน TradingView
TradingView เป็นแพลตฟอร์มชาร์ตและการเทรดที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยอินเทอร์เฟซที่ทันสมัยและเครื่องมือวิเคราะห์ที่หลากหลาย
การดู Spread บน TradingView นั้นง่ายและสะดวก โดยเมื่อคุณเปิดชาร์ตของคู่เงินใด ๆ ค่า Spread ปัจจุบันจะแสดงอยู่ที่มุมบนขวาของชาร์ตเสมอ คุณจะเห็นข้อมูลต่าง ๆ เช่น ราคา Bid ราคา Ask และ Spread เป็นหน่วย pip แสดงอย่างชัดเจน
TradingView ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยให้คุณติดตามการเปลี่ยนแปลงของ Spread ได้ดีขึ้น โดยคุณสามารถเพิ่ม Indicator ที่แสดง Spread History ลงบนชาร์ตได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นว่า Spread กว้างขึ้นหรือแคบลงในช่วงเวลาต่าง ๆ อย่างไร ข้อมูลนี้มีประโยชน์มากในการวางแผนหาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเทรด
เมื่อคุณต้องการเปิดออเดอร์บน TradingView หน้าต่างการสั่งซื้อขายจะแสดงค่า Spread ปัจจุบันให้คุณเห็นก่อนยืนยันคำสั่งเสมอ นอกจากนี้ยังแสดงราคาที่คุณจะได้รับจริง ๆ รวม Spread เข้าไปแล้ว ทำให้คุณมั่นใจได้ว่ารู้ต้นทุนที่แท้จริงก่อนเปิดออเดอร์
อีกฟีเจอร์ที่มีประโยชน์คือการตั้ง Alert เมื่อ Spread กว้างเกินกว่าระดับที่กำหนด คุณสามารถตั้งค่าให้ TradingView แจ้งเตือนเมื่อ Spread ของคู่เงินที่คุณสนใจกว้างหรือแคบถึงระดับหนึ่ง ซึ่งช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่ต้นทุนสูงเกินไปได้
เคล็ดลับในการลดต้นทุน Spread ในการเทรด Forex
- เทรดในช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูง ช่วงเวลาทองคำสำหรับการเทรด Forex คือช่วงที่ตลาดลอนดอนและตลาดนิวยอร์กเปิดซ้อนทับกัน ซึ่งตรงกับเวลาประมาณ 20:00-24:00 น. ตามเวลาประเทศไทย ในช่วงนี้มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดของวัน ทำให้ Spread ของคู่เงิน Major แคบมาก บางครั้งอาจแคบเพียง 0.1-0.5 pip
- เลือกคู่เงิน Major คู่เงินที่มีสเปรดแคบที่สุดได้แก่ EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY, USD/CHF, AUD/USD, NZD/USD และ USD/CAD ซึ่งมี Spread โดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 0.5-2 pip ในสภาวะตลาดปกติ เมื่อเทียบกับคู่เงิน Minor และ Exotic ที่อาจมี Spread กว้างถึง 5-50 pip หรือมากกว่า
- เปรียบเทียบเงื่อนไข Spread ของโบรกเกอร์ ก่อนเปิดบัญชีจริง คุณควรเปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์หลายรายอย่างละเอียด โดยไม่ใช่แค่ดูจากตัวเลขที่โบรกเกอร์โฆษณาเท่านั้น เพราะบางครั้งตัวเลขเหล่านั้นอาจเป็น Spread ที่แคบที่สุดในช่วงเวลาเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยตลอดวัน
เข้าใจสเปรดให้ชัด เทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Spread Forex เป็นองค์ประกอบสำคัญที่นักเทรดทุกคนจำเป็นต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นหรือมืออาชีพที่มีประสบการณ์มานาน เพราะ Spread ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการเทรดและผลกำไรสุดท้ายที่คุณจะได้รับ
นักเทรดที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้โฟกัสแค่กลยุทธ์หรืออินดิเคเตอร์ แต่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างสเปรด จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้นและลดต้นทุนในระยะยาว
