สเปรดลอยตัว (Floating Spread) คืออะไร
หมวดหมู่: การเทรด CFD  
แท็ก: สเปรดลอยตัว  
วันที่เผยแพร่: 2026-1-29
ในตลาดฟอเร็กซ์และ CFD หนึ่งในค่าใช้จ่ายที่สำคัญที่สุดที่นักเทรดต้องเผชิญคือสเปรด (Spread) ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายของสินทรัพย์ทางการเงิน สเปรดลอยตัว หรือ Floating Spread คือรูปแบบหนึ่งของสเปรดที่มีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาดจริง แตกต่างจากสเปรดคงที่ที่มีมูลค่าตายตัว
การเข้าใจลักษณะการทำงานของ Floating Spread จะช่วยให้นักเทรดสามารถวางแผนการเทรด จัดการค่าใช้จ่าย และเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Floating Spread (สเปรดลอยตัว) อย่างละเอียด ตั้งแต่หลักการพื้นฐาน วิธีการคำนวณ ข้อดี-ข้อเสีย ไปจนถึงเทคนิคการเทรดที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรและลดความเสี่ยงจากการขยายตัวของสเปรด
สเปรดลอยตัวคืออะไร
สเปรดลอยตัว (Floating Spread) คือความต่างระหว่างราคาซื้อ (Bid) และราคาขาย (Ask) ของสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพตลาด ไม่คงที่เหมือน สเปรดคงที่ (fixed spread) โดยสเปรดจะขึ้นลงตามสภาพคล่อง ตลาด และเหตุการณ์ต่าง ๆ ทำให้นักเทรดเห็นราคาที่สะท้อนความจริงของตลาดมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น หาก EUR/USD มีราคาซื้อ 1.1000 และราคาขาย 1.1002 สเปรดลอยตัวจะอยู่ที่ 2 pip แต่ในช่วงตลาดผันผวน อาจขยายไปเป็น 5 pip หรือหดเหลือ 1 pip
วิธีคำนวณสเปรดลอยตัว
การคำนวณสเปรดลอยตัวนั้นอิงจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นในตลาดจริง โดยมีองค์ประกอบหลัก ดังนี้
1. ราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขาย
ส่วนต่างของ floating spread คำนวณจากราคาเสนอซื้อ (Bid Price) ซึ่งเป็นราคาสูงสุดที่ผู้ซื้อยินดีจ่าย และราคาเสนอขาย (Ask Price) ซึ่งเป็นราคาต่ำสุดที่ผู้ขายยินดีรับ สูตรการคำนวณพื้นฐาน คือ
Spread = Ask Price - Bid Price
ตัวอย่างเช่น หากคู่เงิน EUR/USD มีราคา Bid อยู่ที่ 1.0850 และราคา Ask อยู่ที่ 1.0852 สเปรดก็จะเท่ากับ 2 pips ในช่วงเวลาที่มีการซื้อขายหนาแน่น ส่วนต่างนี้อาจลดลงเหลือ 0.5-1 pip แต่ในช่วงที่ตลาดซบเซาหรือมีข่าวสำคัญ อาจขยายตัวไปถึง 5-10 pips หรือมากกว่า
2. บทบาทของสภาพคล่องในตลาด
สภาพคล่องของตลาด (Market Liquidity) มีบทบาทสำคัญต่อขนาดของ floating spread เมื่อมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากในตลาด การจับคู่ออเดอร์ทำได้ง่ายและรวดเร็ว ส่งผลให้สเปรดแคบลง ในตลาดฟอเร็กซ์ คู่เงินหลักอย่าง EUR/USD, GBP/USD หรือ USD/JPY มักมีสภาพคล่องสูง จึงมี floating spread ที่แคบกว่าคู่เงินรอง (Minor Pairs) หรือคู่เงินข้าม (Exotic Pairs)
ช่วงเวลาที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กทำการพร้อมกัน (เวลา 20:00-24:00 น. ตามเวลาประเทศไทย) เป็นช่วงที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด ทำให้ floating spread อยู่ในระดับต่ำสุดของวัน
3. ผลกระทบจากโมเดลการกำหนดราคาของโบรกเกอร์
โมเดลการกำหนดราคาของโบรกเกอร์ส่งผลโดยตรงต่อ floating spread ที่นักเทรดได้รับ โบรกเกอร์ที่ใช้โมเดล Market Maker มักเสนอสเปรดคงที่เพราะเขาเองเป็นคู่สัญญาในการเทรด ในขณะที่โบรกเกอร์ ECN หรือ STP ส่งราคาจากผู้ให้บริการสภาพคล่องหลายราย จึงให้ floating spread ที่สะท้อนสภาวะตลาดจริง
โบรกเกอร์บางรายอาจเพิ่มมาร์กอัพ (Markup) เล็กน้อยเข้าไปใน floating spread เพื่อเป็นรายได้ แต่โดยรวมแล้ว floating spread จาก ECN/STP มักแข่งขันได้มากกว่า โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องดี
ปัจจัยที่ส่งผลต่อสเปรดลอยตัว
สเปรดลอยตัว ได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นในตลาด ซึ่งนักเทรดควรเข้าใจปัจจัยเพื่อคาดการณ์และจัดการค่าใช้จ่ายในการเทรด ดังนี้
1. ความผันผวนของตลาด
ความผันผวนของตลาดเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สเปรดลอยตัวเกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อตลาดมีความผันผวนสูง เช่น หลังประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญ ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โบรกเกอร์และผู้ให้บริการสภาพคล่องจึงขยายสเปรดเพื่อป้องกันความเสี่ยง ในบางครั้ง floating spread อาจกว้างขึ้นเป็น 10-20 เท่าของสภาวะปกติ
ตัวชี้วัดความผันผวนอย่าง ATR (Average True Range) หรือ Bollinger Bands สามารถช่วยให้นักเทรดคาดการณ์ช่วงที่สเปรดอาจขยายตัวได้
2. ช่วงเวลาการซื้อขาย (เอเชีย, ลอนดอน, นิวยอร์ก)
ช่วงเวลาการซื้อขายส่งผลอย่างมากต่อ Floating spread คือ
- Asian Session (เช้า 06:00-15:00 น.) มักมีสภาพคล่องปานกลาง สเปรดกว้างกว่าช่วงอื่น โดยเฉพาะคู่เงินที่ไม่ใช่สกุลเงินเอเชีย
- London Session (บ่าย 14:00-23:00 น.) ตลาดมีสภาพคล่องสูง floating spread แคบลง เหมาะสำหรับการเทรด
- New York Session (เย็น 19:00-04:00 น.) โดยเฉพาะช่วงที่ทับซ้อนกับลอนดอน มีสภาพคล่องสูงที่สุด สเปรดแคบที่สุด
การรู้จักช่วงเวลาเหล่านี้ช่วยให้นักเทรดวางแผนเทรดในช่วงที่มีต้นทุนต่ำที่สุด
3. ข่าวเศรษฐกิจและเหตุการณ์สำคัญ
การประกาศข่าวเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ดัชนี Non-Farm Payrolls (NFP), อัตราดอกเบี้ยจาก Federal Reserve, GDP หรือข้อมูลเงินเฟ้อ มักทำให้ floating spread ขยายตัวอย่างมาก โบรกเกอร์อาจขยายสเปรดก่อนข่าวออก 5-15 นาที และคงไว้จนกว่าตลาดจะเริ่มมีเสถียรภาพ
นักเทรดควรตรวจสอบปฏิทินเศรษฐกิจ (Economic Calendar) เป็นประจำเพื่อหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาเหล่านี้ หากไม่ต้องการเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น
4. ประเภทของสินทรัพย์ (ฟอเร็กซ์, ดัชนี, สินค้าโภคภัณฑ์, คริปโต)
ประเภทของสินทรัพย์ที่เทรดมีผลต่อสเปรดลอยตัว ดังนี้
- Forex คู่เงินหลักมี floating spread แคบที่สุด (0.1-2 pips) ขณะที่คู่เงินรองและ Exotic Pairs มีสเปรดกว้างกว่า (3-50 pips)
- Indices ดัชนีหลักอย่าง S&P 500 หรือ Nasdaq มีสเปรดแคบในช่วงเปิดตลาดหุ้น
- Commodities ทองคำและน้ำมันมี floating spread ที่ผันแปรตามสภาวะตลาด โดยเฉพาะช่วงที่มีข่าวธุรกิจอุตสาหกรรม
- Crypto มีสเปรดกว้างและผันผวนมากที่สุด เนื่องจากตลาดทำงาน 24/7 และมีสภาพคล่องที่ไม่สม่ำเสมอ
เปรียบเทียบสเปรดลอยตัวกับสเปรดคงที่
การเปรียบเทียบระหว่างสเปรดลอยตัวและสเปรดคงที่เป็นสิ่งสำคัญในการเลือกประเภทบัญชีเทรดที่เหมาะสม ซึ่งเราได้รวบรวมปัจจัยสำคัญในการเปรียบเทียบไว้ให้ ดังนี้
1. เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย
- Floating Spread ในสภาวะตลาดปกติและมีสภาพคล่องสูง floating spread มักแคบกว่าสเปรดคงที่ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ตลาดผันผวน ต้นทุนอาจสูงกว่ามาก
- Fixed Spread มีค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ได้แน่นอน ไม่ว่าสภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร แต่โดยทั่วไปจะกว้างกว่า floating spread ในสภาวะปกติ เหมาะสำหรับนักเทรดที่ต้องการความแน่นอนในต้นทุน
โดยรวมแล้ว นักเทรดที่เทรดบ่อยและในช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูง มักประหยัดเงินได้มากกว่าด้วย floating spread
2. ความเร็วในการดำเนินการ
- Floating Spread โบรกเกอร์ ECN/STP ที่ใช้ floating spread มักมีความเร็วในการดำเนินการสูง เพราะส่งออเดอร์ไปยังตลาดจริงโดยตรง ลดโอกาสการถูก Requote
- Fixed Spread โบรกเกอร์ Market Maker อาจใช้เวลานานกว่าในการดำเนินการ และมีโอกาสเกิด Requote ในช่วงที่ตลาดผันผวน เพราะพวกเขาเป็นคู่สัญญาและต้องจัดการความเสี่ยง
สำหรับ Scalpers และนักเทรดที่ต้องการความเร็วสูง floating spread มักเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
3. กรณีการใช้งานที่เหมาะสมสำหรับแต่ละประเภท
Floating Spread เหมาะสำหรับ
- นักเทรดที่ทำ Day Trading หรือ Scalping
- ผู้ที่เทรดในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง
- นักเทรดที่ติดตามสเปรดอย่างใกล้ชิดและหลีกเลี่ยงช่วงข่าว
- ผู้ที่ต้องการความโปร่งใสในราคา
Fixed Spread เหมาะสำหรับ
- นักเทรดมือใหม่ที่ต้องการความแน่นอนในต้นทุน
- ผู้ที่เทรดระหว่างข่าวเศรษฐกิจหรือช่วงที่ตลาดผันผวน
- นักเทรดที่ใช้กลยุทธ์ระยะยาวและไม่สนใจส่วนต่างเล็กน้อยของสเปรด
ข้อดีของสเปรดลอยตัว
1. สเปรดแคบกว่าในช่วงที่มีสภาพคล่องสูง
ในช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง เช่น ช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดพร้อมกัน floating spread สามารถแคบลงจนถึง 0.1-0.5 pips สำหรับคู่เงินหลัก ซึ่งต่ำกว่าสเปรดคงที่มาก การลดต้นทุนนี้สะสมและส่งผลอย่างมากต่อผลกำไรโดยรวม โดยเฉพาะสำหรับนักเทรดที่ทำธุรกรรมจำนวนมากในแต่ละวัน
2. ราคาที่โปร่งใสและสะท้อนตลาดจริง
Floating spread สะท้อนสภาวะตลาดจริง เพราะดึงราคามาจากผู้ให้บริการสภาพคล่องหลายรายในตลาดระหว่างธนาคาร นักเทรดจึงมั่นใจได้ว่าได้รับราคาที่ยุติธรรมและเป็นปัจจุบัน ไม่มีการบิดเบือนราคาจากโบรกเกอร์ ความโปร่งใสนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักเทรดที่ใช้กลยุทธ์ที่ละเอียดอ่อนต่อราคา
3. เหมาะสำหรับ Scalping และการเทรดแบบ Active ในตลาดที่มีเสถียรภาพ
Scalpers และ Day Traders ที่ทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาเล็กน้อยจะได้ประโยชน์อย่างมากจาก floating spread ที่แคบในช่วงตลาดมีเสถียรภาพ เมื่อต้นทุนการเข้าออกตลาดลดลง ขอบกำไรต่อการเทรดก็เพิ่มขึ้น ทำให้กลยุทธ์ที่ต้องเทรดบ่อยมีความคุ้มค่ามากขึ้น
นอกจากนี้ การที่สเปรดตอบสนองต่อสภาพตลาดยังช่วยให้นักเทรดเรียนรู้และเข้าใจพลวัตของตลาดได้ดีขึ้น สามารถปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อเสียของสเปรดลอยตัว
1. สเปรดขยายตัวในช่วงที่มีข่าวสำคัญ
ข้อเสียที่สำคัญที่สุดของ floating spread คือการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญ สเปรดที่ปกติอยู่ที่ 1-2 pips อาจกระโดดไปถึง 20-50 pips ภายในเสี้ยววินาที การขยายตัวนี้สามารถกระทบ Stop Loss ของนักเทรดและเพิ่มต้นทุนการเทรดอย่างมหาศาล
นักเทรดที่ถือโพซิชันข้ามช่วงข่าวอาจพบว่าพวกเขาถูก Stop Out ด้วยราคาที่แย่กว่าที่คาดหวังมาก
2. ต้นทุนการเทรดสูงขึ้นในสภาวะที่ผันผวน
นอกเหนือจากช่วงข่าว ความผันผวนโดยทั่วไปก็ทำให้ floating spread กว้างขึ้น ช่วงเช้าตรู่ของตลาดเอเชีย วันหยุดสุดสัปดาห์ หรือช่วงที่มีเหตุการณ์ภัยพิบัติทางภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนเป็นช่วงที่สเปรดอาจสูงกว่าปกติ
สำหรับนักเทรดที่ต้องเทรดในช่วงเวลาเหล่านี้ ต้นทุนจาก floating spread อาจสูงกว่าสเปรดคงที่ ส่งผลให้กลยุทธ์บางอย่างไม่คุ้มค่า
3. ความเสี่ยงจาก Slippage
Slippage หรือการที่ราคาที่ได้รับแตกต่างจากราคาที่ต้องการ มักเกิดขึ้นพร้อมกับ floating spread ที่กว้าง ในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวเร็ว ราคาอาจเปลี่ยนไปก่อนที่ออเดอร์จะถูกดำเนินการ ผสมกับสเปรดที่ขยายตัว ส่งผลให้นักเทรดได้รับราคาที่แย่กว่าที่คาดหวัง
ความเสี่ยงนี้สูงเป็นพิเศษสำหรับ Market Orders ในช่วงที่มีความผันผวนสูง
สเปรดลอยตัวเหมาะสำหรับนักเทรดแบบใด
1. นักเทรดรายวันและ Scalping
นักเทรดที่ทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นจะได้ประโยชน์สูงสุดจาก floating spread คู่เงินหลักอย่าง EUR/USD หรือ GBP/USD มี floating spread ที่แคบมากในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้สามารถเข้า-ออกตลาดบ่อยครั้งโดยมีต้นทุนต่ำ
Scalpers ที่ทำกำไร 5-10 pips ต่อครั้งจะพบว่าความแตกต่างเพียง 0.5-1 pip ของสเปรดส่งผลอย่างมากต่อผลกำไรสะสม
2. นักเทรดในช่วงเวลาตลาดหลัก
นักเทรดที่สามารถเทรดในช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดควรเลือก floating spread เพราะจะได้ประโยชน์จากสภาพคล่องสูงและสเปรดที่แคบที่สุด ช่วงเวลา 20:00-24:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) เป็นช่วงทองสำหรับการใช้ประโยชน์จาก floating spread
หากเทรดในช่วงเวลาอื่น ควรเปรียบเทียบว่า floating spread ในช่วงนั้นยังคงคุ้มค่ากว่าสเปรดคงที่หรือไม่
3. นักเทรดที่ติดตามสเปรดอย่างใกล้ชิด
สเปรดลอยตัว เหมาะสำหรับนักเทรดที่มีประสบการณ์และติดตามสภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด การตรวจสอบสเปรดก่อนเปิดออเดอร์ทุกครั้ง การรู้ช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยง และการใช้เครื่องมือวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์ความผันผวน เป็นทักษะที่จำเป็น
เทคนิคการเทรดด้วยสเปรดลอยตัว
1. หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่มีข่าวสำคัญ
กฎข้อแรกสำหรับการเทรดด้วย floating spread คือหลีกเลี่ยงการเทรดก่อนและหลังข่าวเศรษฐกิจสำคัญ ตรวจสอบปฏิทินเศรษฐกิจทุกวัน และหลีกเลี่ยงการเปิดโพซิชันใหม่อย่างน้อย 15-30 นาทีก่อนและหลังข่าวที่มีผลกระทบสูง เช่น ดัชนี NFP, การประชุมธนาคารกลาง หรือข้อมูล CPI
หากถือโพซิชันอยู่แล้ว ควรพิจารณาปิดก่อนข่าวหรือขยาย Stop Loss ให้กว้างพอที่จะรองรับการขยายตัวของสเปรด
2. ตรวจสอบสเปรดก่อนเปิดออเดอร์
ก่อนเปิดออเดอร์ทุกครั้ง ให้ตรวจสอบสเปรดปัจจุบันว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้หรือไม่ แพลตฟอร์มเทรดส่วนใหญ่แสดงสเปรดปัจจุบันบน Market Watch หรือในหน้าต่างคำสั่งซื้อขาย หากสเปรดกว้างผิดปกติ ให้รอจนกว่าจะกลับสู่ระดับปกติ
การตั้งค่าเตือนสเปรดบางแพลตฟอร์มสามารถแจ้งเตือนเมื่อสเปรดเกินค่าที่กำหนด ช่วยป้องกันการเทรดในช่วงที่ไม่เหมาะสม
3. ใช้คำสั่ง Limit Orders เมื่อเป็นไปได้
แทนที่จะใช้ Market Orders ที่ดำเนินการทันทีไม่ว่าราคาจะเป็นอย่างไร ให้พิจารณาใช้ Limit Orders ที่กำหนดราคาที่ต้องการเข้าซื้อหรือขายไว้ล่วงหน้า วิธีนี้ช่วยควบคุมราคาที่ได้รับและลดความเสี่ยงจาก Slippage
Limit Orders เหมาะสำหรับช่วงที่สเปรดกว้างหรือเมื่อต้องการความแน่นอนในราคา แม้ว่าอาจมีความเสี่ยงที่ออเดอร์จะไม่ถูกดำเนินการหากราคาไม่เคลื่อนไหวมาถึงระดับที่กำหนด
เทคนิคเพิ่มเติมที่ควรพิจารณา
- ใช้เครื่องมือวัดความผันผวน เช่น ATR หรือ Bollinger Bands เพื่อคาดการณ์ช่วงที่สเปรดอาจกว้าง
- เลือกโบรกเกอร์ที่มี Liquidity Provider หลายราย ยิ่งมีแหล่งสภาพคล่องมาก floating spread ก็ยิ่งมีโอกาสแคบและมีเสถียรภาพ
- บันทึกข้อมูลสเปรด ติดตามและบันทึกว่าสเปรดเป็นอย่างไรในช่วงเวลาต่าง ๆ เพื่อหาช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับกลยุทธ์ของคุณ
- ปรับขนาดโพซิชัน เมื่อคาดว่าสเปรดจะกว้าง ให้ลดขนาดโพซิชันเพื่อควบคุมความเสี่ยงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
สรุปสเปรดลอยตัว
สเปรดลอยตัว (Floating spread) เป็นส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและขายที่เปลี่ยนแปลงตามสภาพคล่องและความผันผวนของตลาด แตกต่างจากสเปรดคงที่ที่มีค่าตายตัว การคำนวณสเปรดลอยตัวอิงจากราคา Bid และ Ask ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสภาพคล่องของตลาด ช่วงเวลาการซื้อขาย ข่าวเศรษฐกิจ และประเภทของสินทรัพย์
ผันผวนสูง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในสภาวะไม่แน่นอน และความเสี่ยงจาก Slippage เหมาะสำหรับนักเทรดที่มีประสบการณ์ ทำ Day Trading หรือ Scalping เทรดในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง และติดตามสภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด เทคนิคสำคัญในการเทรดด้วย floating spread คือการหลีกเลี่ยงช่วงข่าว ตรวจสอบสเปรดก่อนเปิดออเดอร์ และใช้ Limit Orders เมื่อเป็นไปได้
คำถามที่พบบ่อย
1. สเปรดลอยตัวถูกกว่าสเปรดคงที่หรือไม่
สเปรดลอยตัวขึ้นอยู่กับสภาพคล่อง หากตลาดนิ่ง สเปรดลอยตัวมักถูกกว่า แต่ในช่วงข่าวสำคัญอาจแพงกว่า
2. ทำไมสเปรดลอยตัวถึงขยายกว้าง
สเปรดลอยตัวขยายกว้าง เพราะเกิดจากความผันผวน ตลาดบาง หรือข่าวเศรษฐกิจสำคัญ
3. สเปรดลอยตัวเหมาะกับมือใหม่หรือไม่
สเปรดลอยตัวเหมาะสำหรับมือใหม่ที่เข้าใจการเทรด แต่ต้องระวังช่วงตลาดผันผวน
4. ตลาดใดมักใช้สเปรดลอยตัว
ตลาดฟอเร็กซ์, ดัชนี, คริปโต และสินค้าโภคภัณฑ์ มักใช้สเปรดลอยตัว
5. สเปรดลอยตัวสามารถเป็นศูนย์ได้หรือไม่
ในตลาดที่มีสภาพคล่องสูงมาก สเปรดอาจแคบจนใกล้ศูนย์ แต่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อย
